เมื่อการขายสินค้าไม่ได้มีเพียงแค่การขายที่หน้าร้าน หรือขายผ่านทาง Platfrom ออนไลน์ต่างๆ การออกบูธแสดงสินค้าในงานอีเว้นท์ต่างๆ หรืองานอีเว้นท์ชั้นนำประจำปี เช่น งานอีเว้นท์สินค้าแม่และเด็ก มงานอีเว้นท์เฟอร์นิเจอร์แฟร์ งานอีเว้นท์เกี่ยวสัตว์เลี้ยง และอีกหลายงานอีเว้นท์ชั้นนำ ก็อีกหนึ่งเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาแนะนำ EXHIBITORS มือใหม่ที่ไม่เคยออกบูธในงานอีเว้นท์ เกี่ยวกับการเตรียมตัวมาออกบูธงานอีเว้นท์ด้วย 6 CHECK LIST ง่ายๆที่จะช่วยคุณออกบูธงานอีเว้นท์ได้อย่างสบายใจและคุ้มค่า
Step 1 : จงเลือกงานอีเว้นท์ที่ใช่
การเลือกงานอีเว้นท์ที่ใช่และเหมาะสมกับสินค้าของเรานั้นก็เป็นเหมือนการเลือกกลุ่มเป็นหมายได้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นสินค้าประเภทอาหารสัตว์เลี้ยงเราก็ควรเลือกงานอีเว้นท์ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เช่นงาน PET EXPO หรือถ้าเป็นสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์การก่อสร้างก็ควรเลือกงานอีเว้นท์ที่มีจุดเชื่อมโยงกัน เช่น สถาปนิก และงานบ้านและสวน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการเลือกงานอีเว้นท์ที่ใช่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญเพราะการเลือกงานอีเว้นท์ได่สอดคล้องกับสินค้าของเรานั้น เราจะได้พบกับลูกค้าที่ตรงกลุ่มมากๆ นั่นเองค่ะ
Step 2 : วางแผนก่อนมาออกบูธงานอีเว้นท์
เมื่อคุณเลือกงานงานอีเว้นท์ที่ใช่แล้ว เราขอแนะนำให้คุณเตรียมตัววางแผนที่จะมาออกบูธงานอีเว้นท์ สิ่งที่มือใหม่ที่จะมาออกบูธงานอีเว้นท์จะต้องคำนึงถึง ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การเซ็ททีมงานไม่ว่าจะเป็น คนขนของ ขับรถ พนักงานขายประจำบูธอีเว้นท์คอยเชียร์อัพลูกค้า คุณอาจเซ็ททีมเพื่อโปรโมทสินค้าทางโซเชียลต่างๆ ถ่ายรูป หรือ วีดีโออัพลงในหลายๆ แพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดอบรมพนักงานขายให้เข้าใจสินค้าและโปรโมชั่นสินค้าของคุณก่อนเริ่มงานอีเว้นท์ เมื่อเตรียมเซ็ททีมงานให้พร้อมก็ต่อการออกแบบบูธอีเว้นท์ และจัดวางสินค้าขายในงานอีเว้นท์ ให้ดึงดูดและน่าสนใจ ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ตกแต่งให้บูธอีเว้นท์ คุณน่าเข้าไปเยี่ยมชมสินค้า บูธอีเว้นท์ที่สวยบางครั้งไม่ต้องจัดวางด้วยอุปกรณ์ราคาแพง เพียงแค่คุณเลือกแต่งบูธอีเว้นท์ให้เข้ากับสินค้าและแบรนด์ของคุณเท่านั้น ในขั้นตอนนี้ยังรวมไปถึงการโปรโมทการโฆษณาว่าคุณจะมาออกบูธอีเว้นท์ทางออนไลน์ก็เป็นช่องทางให้ลูกค้าได้รับรู้ก่อนงานเริ่มอีกด้วย
Step 3 : เตรียมความพร้อมด้านการเงิน
ในยุคที่อะไรอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ทุกอย่างย่อมมีค่าใช้จ่ายไปหมด ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจทุกประเภทก็คือเรื่องเงิน สิ่งที่เราอยากให้ EXHIBITORS มือใหม่เตรียมตัวรับมือคือความพร้อมด้านการเงิน เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายค่าเช่าพื้นที่บูธอีเว้นท์ ท่านยังต้องรับมือกับค่าแรงพนักงานในด้านต่างๆ ค่าอาหาร ค่าจ้างทำใบปลิวเพื่อโปรโมทงานอีเว้น ค่าไฟในบูธ ค่าอนเตอร์เน็ต ค่ารถเดินทาง ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนในการไปออกงานอีเว้นท์แสดงสินค้าทุกๆ งาน การที่ EXHIBITORS คิดคำนวณต้นทุนเหล่านี้และนำไปคิดจุดคุ้มทุน เพื่อเป็นการวางแผนรับมือ พร้อมกับตั้งเป้าหมายของการมาออกงานอีเว้นท์แสดงสินค้า เพราะการมาออกบูธอีเว้นท์ไม่ใช่แค่การขายสินค้าเท่านั้น เราได้จะได้โปรโมทแบรนด์ ร้านค้า สินค้าไปถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจจะเป็นทั้งลูกค้าที่มีการซื้อซ้ำ หรือ อาจได้กลุ่มลูกค้าใหม่ จากงานอีเว้นท์ที่มาออกได้ด้วยเช่นกัน
Step 4 : เตรียมสินค้าขายในงานอีเว้นท์
การคำนวนสินค้าขายในงานอีเว้นท์ให้เพียงพอกับการขาย ก็เป็นอีกปัจจัยที่จำเป็น เพราะหากเราวางแผนปริมาณการขายผิดพลาด เราอาจจะต้องมี Overhead ที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราตัดสินใจที่จะไปออกบูธอีเว้นท์ในงานงานหนึ่ง งานอีเว้นท์นี้จัดขึ้น 4 วัน เราจะต้องทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า โดยปกติมีคนไปที่งานอีเว้นท์นี้จำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้เราคาดเดาจำนวนสินค้าที่จะนำไปจำหน่ายในงานอีเว้นท์นั้นๆ ได้ถูกต้อง หรือใกล้เคียงมากที่สุด ซึ่งหากมากเกินไป เราก็อาจจะพบปัญหาการเก็บ Stock สินค้า หรือหากน้อยเกินไป เราก็จะต้องแบกรับต้นทุนการขนสินค้าเพื่อเข้าไปเติมในบูธของเรา ดังนั้น จะเป็นการดีมาก หากทางผู้จัดจะทำการแจ้งตัวเลขประมาณการให้แกเราก่อนการเริ่มงาน
Step 5 : ถึงวันเริ่มงานอีเว้นท์แล้วลุ๊ย!!!
เมื่อถึงวันแสดงงานอีเว้นท์ อยากให้ EXHIBITORS มือใหม่ตั้งใจขายสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่คือโอกาสทองที่มือใหม่จะแนะนำสินค้าให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักในงานอีเว้นทืนั้นๆ รู้จัก และหากปิดการขายในงานไม่ได้ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรายังสามารถปิดการขายได้หลังจบงานอีเว้นท์นั้นๆ ได้ เมื่อตั้งใจขายสินค้าเต็มที่แล้ว ก็อยากให้ลองหาเวลาไปเดินชมในงานอีเว้นท์ที่เรามาจัดแสดงสินค้าบ้าง เพื่อเก็บข้อมูลสังเกตการณ์ ดูลูกค้าที่มาเดินช็อป สอดส่อง Exhibitors รายอื่นๆที่มาร่วมงานอีเว้นท์แสดงสินค้า เพราะสินค้าของท่านมีคู่แข่งไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม และนี่เป็นโอกาสที่ดี ที่จะให้คุณได้เก็บข้อมูลคู่แข่งในตลาด และพฤติกรรมลูกค้าอีกด้วย
Step 6 : สุดท้ายคือ เตรียมรับทรัพย์กลับบ้านพร้อมขายของต่อหลังจบงานอีเว้นท์
เตรียมรับทรัพย์กลับบ้านฟังดูอาจสวยหรู ใช่ เพราะมันหรู ใครๆก็อยากได้เงิน สิ่งหนึ่งทีเราอยากแนะนำ EXHIBITORS มือใหม่คือ หลังจบงานอีเว้นท์แล้า เราควรสรุปผลที่ได้ในการมาออกบูธอีเว้นท์นี้ ไม่ว่าจะเป็นยอดขายสินค้า การเก็บข้อมูลติดต่อของลูกค้า ทั้งออฟไลน์ และ ออนไลน์ รวมไปถึงการสรุป ปัญหาและข้อผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหน้างาน เมื่อสรุปผลเสร็จก็อย่าลืมคิดหาแนวทางที่ไปปรับใช้ คิดวิธีขายสินค้าหลังจบงาน ต่อยอดความคิดและไอเดียต่างๆ ไปพัฒนาร้านค้า ออกสินค้าใหม่ๆ คิดกลยุทธ์การขายที่ดีกว่าเดิม
สุดท้ายนี้ รับซัพอีเว้นท์ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ EXHIBITORS มือใหม่ทุกท่านจะไปออกบูธงานอีเว้นท์มั่นใจยิ่งขึ้น และต่อยอด 6 Checklist นี้ไปประยุกต์ใช้กับสินค้า ร้านค้า รวมไปถึงการออกบูธอีเว้นท์ หรือ บูธแสดงสินค้าตามสถานที่ต่างๆ ของท่านได้

